เปลี่ยนที่อยู่บริษัทต้องแจ้งที่ไหนบ้าง? กรมพัฒน์ สรรพากร และประกันสังคม

แจ้งเปลี่ยนที่อยู่บริษัท พร้อมอุปกรณ์เครื่องเขียน เพื่อแสดงถึงขั้นตอนการเตรียมเอกสารจดทะเบียนแก้ไขที่ตั้งสำนักงานกับหน่วยงานราชการ

การเปลี่ยนที่อยู่บริษัทเป็นเรื่องที่หลายธุรกิจมักมองว่าเป็นเพียงการย้ายออฟฟิศหรือเปลี่ยนสถานที่ทำงาน แต่ในทางกฎหมายและงานเอกสารของนิติบุคคล การเปลี่ยนที่อยู่บริษัทเกี่ยวข้องกับหลายหน่วยงาน ไม่ว่าจะเป็น กรมพัฒนาธุรกิจการค้า, กรมสรรพากร, และ สำนักงานประกันสังคม โดยเฉพาะบริษัทที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มหรือมีลูกจ้างในระบบประกันสังคม

หากเปลี่ยนที่อยู่แล้วไม่ได้แจ้งให้ครบถ้วน อาจทำให้เอกสารบริษัทไม่ตรงกับข้อมูลราชการ กระทบการออกใบกำกับภาษี การเปิดบัญชีธนาคาร การทำสัญญากับคู่ค้า การยื่นภาษี หรือการติดต่อหน่วยงานรัฐในอนาคต บทความนี้สรุปให้ชัดว่า เมื่อบริษัทเปลี่ยนที่อยู่ ต้องแจ้งที่ไหนบ้าง ต้องเตรียมเอกสารอะไร และควรเรียงลำดับอย่างไรให้ไม่พลาด

เปลี่ยนที่อยู่บริษัท ไม่ได้แจ้งแค่กรมพัฒน์อย่างเดียว

หลายคนเข้าใจว่าเมื่อย้ายที่อยู่บริษัท แค่ไปแก้ไขข้อมูลกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้าก็จบ แต่ในความเป็นจริง การเปลี่ยนที่อยู่บริษัทอาจต้องแจ้งหลายระบบแยกกัน เพราะแต่ละหน่วยงานใช้ข้อมูลคนละฐานข้อมูลและมีวัตถุประสงค์ต่างกัน

โดยทั่วไป หน่วยงานหลักที่ควรตรวจสอบมี 3 ส่วน คือ

  1. กรมพัฒนาธุรกิจการค้า สำหรับแก้ไขที่ตั้งสำนักงานใหญ่หรือสาขาของบริษัท
  2. กรมสรรพากร โดยเฉพาะบริษัทที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม ต้องแจ้งเปลี่ยนแปลงทะเบียน VAT
  3. สำนักงานประกันสังคม หากบริษัทขึ้นทะเบียนนายจ้างและมีลูกจ้าง ต้องแจ้งเปลี่ยนแปลงข้อเท็จจริงนายจ้าง

นอกจากนี้ บางธุรกิจอาจต้องแจ้งหน่วยงานอื่นเพิ่มเติม เช่น ธนาคาร คู่ค้า ผู้ให้บริการบัญชี ผู้สอบบัญชี หน่วยงานที่ออกใบอนุญาตเฉพาะทาง หรือหน่วยงานราชการที่บริษัทมีสัญญา/ทะเบียนผู้ค้าอยู่ด้วย

1. แจ้งกรมพัฒนาธุรกิจการค้า

สิ่งแรกที่บริษัทควรดำเนินการเมื่อเปลี่ยนที่อยู่สำนักงานแห่งใหญ่ คือการจดทะเบียนแก้ไขข้อมูลกับ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า เพื่อให้หนังสือรับรองบริษัท ข้อมูลนิติบุคคล และเอกสารราชการของบริษัทตรงกับที่อยู่ปัจจุบัน

กรณีเปลี่ยนที่ตั้งสำนักงานแห่งใหญ่ภายในจังหวัดเดียวกัน กรมพัฒนาธุรกิจการค้าระบุว่า กฎหมายไม่ได้กำหนดว่าต้องได้รับอนุมัติจากที่ประชุมผู้ถือหุ้นหรือที่ประชุมคณะกรรมการ แต่หากมีมติประชุมก็สามารถระบุรายละเอียดในคำขอจดทะเบียนได้ โดยเอกสารที่ใช้ เช่น แบบ บอจ.1, แบบคำรับรองการจดทะเบียน, แบบ บอจ.4, แผนที่ตั้งสำนักงานแห่งใหญ่, สำเนาบัตรกรรมการ และหนังสือมอบอำนาจถ้ามอบหมายผู้อื่นดำเนินการแทน

แต่ถ้าย้ายที่ตั้งสำนักงานแห่งใหญ่ไป “ต่างจังหวัด” จะมีขั้นตอนเพิ่มขึ้น เพราะต้องแก้ไขหนังสือบริคณห์สนธิข้อ 2 เรื่องสำนักงานของบริษัท และต้องจัดประชุมผู้ถือหุ้นเพื่อมีมติพิเศษ โดยมติพิเศษต้องมีคะแนนเสียงข้างมากไม่น้อยกว่า 3 ใน 4 ของจำนวนเสียงทั้งหมดของผู้ถือหุ้นที่มาประชุมและมีสิทธิออกเสียง ตามคู่มือกรมพัฒนาธุรกิจการค้า

เอกสารที่มักใช้ในการเปลี่ยนที่อยู่กับกรมพัฒน์

เอกสารหลักที่ควรเตรียม ได้แก่

  • คำขอจดทะเบียนบริษัทจำกัด แบบ บอจ.1
  • แบบคำรับรองการจดทะเบียนบริษัทจำกัด
  • รายการจดทะเบียนแก้ไขเพิ่มเติม และ/หรือมติพิเศษ แบบ บอจ.4
  • ที่ตั้งแห่งใหม่ของสำนักงานแห่งใหญ่
  • เลขรหัสประจำบ้านของสถานที่ตั้งใหม่
  • แผนที่แสดงที่ตั้งสำนักงานแห่งใหญ่และสถานที่สำคัญใกล้เคียง
  • สำเนาบัตรประจำตัวของกรรมการที่ลงชื่อในคำขอจดทะเบียน
  • หนังสือมอบอำนาจ หากไม่ได้ดำเนินการด้วยตนเอง
  • กรณีย้ายไปต่างจังหวัด อาจต้องมีหนังสือบริคณห์สนธิฉบับแก้ไขเพิ่มเติมและอากรแสตมป์ตามที่กำหนด

คู่มือกรมพัฒนาธุรกิจการค้าระบุค่าธรรมเนียมการจดทะเบียนแก้ไขที่ตั้งสำนักงานของบริษัทจำกัด 500 บาท หนังสือรับรองรายการละ 40 บาท และรับรองสำเนาเอกสารคำขอจดทะเบียนหน้าละ 50 บาท

2. แจ้งกรมสรรพากร กรณีบริษัทจด VAT

หากบริษัทเป็นผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม หรือจด VAT อยู่แล้ว การเปลี่ยนที่อยู่สถานประกอบการต้องแจ้งกรมสรรพากรด้วย โดยใช้แบบ ภ.พ.09 เพื่อแจ้งแก้ไขเปลี่ยนแปลงทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม

กรมสรรพากรระบุว่า การเปลี่ยนแปลงรายการที่ได้จดทะเบียนในสาระสำคัญ เช่น ชื่อผู้ประกอบการ ชื่อสถานประกอบการ ที่ตั้งสถานประกอบการ หรือประเภทกิจการ ให้ยื่น ภ.พ.09 ภายใน 15 วันนับจากวันที่มีการเปลี่ยนแปลง

แต่ในกรณี “ย้ายสถานประกอบการ” ต้องดูว่าเป็นการย้ายภายในท้องที่หน่วยจดทะเบียนเดิม หรือย้ายต่างท้องที่หน่วยจดทะเบียน เพราะกำหนดการยื่นอาจต่างกัน เช่น หากมีสถานประกอบการแห่งเดียวและย้ายภายในท้องที่หน่วยจดทะเบียนเดิม ต้องยื่น ภ.พ.09 ก่อนวันย้ายไม่น้อยกว่า 15 วัน ส่วนกรณีย้ายต่างท้องที่ ต้องแจ้งย้ายออกก่อนวันย้ายไม่น้อยกว่า 15 วัน และแจ้งย้ายเข้าพร้อมคืนใบทะเบียนเดิมก่อนวันเปิดสถานประกอบการแห่งใหม่ไม่น้อยกว่า 15 วัน

นอกจากนี้ กรมสรรพากรยังระบุว่า การย้ายสถานประกอบการให้ถือวันที่ย้ายหรือเปลี่ยนแปลงที่ตั้งตามความเป็นจริงเป็นวันย้ายสถานประกอบการ ไม่ใช่วันที่แจ้งย้ายต่อนายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัท ดังนั้นบริษัทควรวางแผนวันย้ายจริงและวันยื่นเอกสารให้ตรงกัน เพื่อป้องกันปัญหาด้าน VAT และใบกำกับภาษี

เอกสารที่มักใช้แจ้งสรรพากร

เอกสารสำหรับแจ้งเปลี่ยนแปลงทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มตามแบบ ภ.พ.09 โดยทั่วไปประกอบด้วย

  • แบบคำขอแจ้งเปลี่ยนแปลงการจดทะเบียน ภ.พ.09 จำนวน 3 ฉบับ
  • ใบทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม ภ.พ.20 ฉบับเดิม
  • หลักฐานที่ตั้งสถานประกอบการ เช่น สัญญาเช่า หรือหนังสือยินยอมให้ใช้สถานที่
  • สำเนาทะเบียนบ้านที่ตั้งสถานประกอบการ
  • สำเนาเอกสารแสดงกรรมสิทธิ์ของผู้ให้เช่าหรือผู้ยินยอม
  • แผนที่ตั้งของสถานประกอบการ พร้อมภาพถ่ายสถานประกอบการแห่งใหม่
  • หนังสือมอบอำนาจและสำเนาบัตรประชาชนของผู้เกี่ยวข้อง หากมอบอำนาจดำเนินการ

กรมสรรพากรระบุรายการเอกสารประกอบการยื่น ภ.พ.09 ไว้ เช่น ใบทะเบียน ภ.พ.20 เดิม หลักฐานที่ตั้งสถานประกอบการ สำเนาทะเบียนบ้าน เอกสารสิทธิ์ของผู้ให้เช่าหรือผู้ยินยอม และแผนที่ตั้งสถานประกอบการในกรณีที่เกี่ยวข้องกับการย้ายสถานประกอบการ

3. แจ้งสำนักงานประกันสังคม หากบริษัทมีลูกจ้าง

หากบริษัทขึ้นทะเบียนเป็นนายจ้างกับสำนักงานประกันสังคมและมีลูกจ้างในระบบ การเปลี่ยนที่อยู่บริษัทถือเป็นการเปลี่ยนแปลงข้อเท็จจริงของนายจ้าง จึงควรแจ้งสำนักงานประกันสังคมให้ข้อมูลสถานประกอบการตรงกับที่อยู่ใหม่

สำนักงานประกันสังคมมีแบบ สปส.6-15 สำหรับ “แบบแจ้งการเปลี่ยนแปลงข้อเท็จจริงนายจ้าง” โดยแบบฟอร์มดังกล่าวใช้แจ้งข้อมูล เช่น ชื่อสถานประกอบการ เลขที่บัญชี สาขา ที่อยู่ เบอร์โทรศัพท์ และรายการเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ ของนายจ้าง

พระราชบัญญัติประกันสังคม มาตรา 44 ระบุว่า หากข้อเท็จจริงเกี่ยวกับข้อความในแบบรายการที่นายจ้างยื่นไว้ต่อสำนักงานเปลี่ยนแปลง นายจ้างต้องแจ้งเป็นหนังสือต่อสำนักงานเพื่อขอเปลี่ยนแปลงหรือแก้ไขเพิ่มเติมภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดจากเดือนที่มีการเปลี่ยนแปลง

เรียงลำดับการแจ้งเปลี่ยนที่อยู่บริษัทอย่างไรดี?

เพื่อให้เอกสารสอดคล้องกันและลดปัญหาเอกสารถูกตีกลับ แนะนำให้เรียงลำดับโดยประมาณดังนี้

ขั้นที่ 1: ตรวจสอบก่อนว่าเปลี่ยนที่อยู่แบบไหน

ก่อนเริ่มดำเนินการ ควรเช็กให้ชัดว่าเป็นการย้ายสำนักงานแห่งใหญ่ภายในจังหวัดเดียวกัน ย้ายไปต่างจังหวัด ย้ายเฉพาะสาขา หรือเปิด/ปิดสถานประกอบการเพิ่มเติม เพราะแต่ละกรณีมีเอกสารและขั้นตอนต่างกัน

หากย้ายภายในจังหวัดเดียวกัน ขั้นตอนกรมพัฒน์อาจไม่ซับซ้อนเท่ากรณีย้ายไปต่างจังหวัด แต่หากย้ายไปต่างจังหวัด อาจต้องประชุมผู้ถือหุ้นและแก้ไขหนังสือบริคณห์สนธิข้อ 2 เพิ่มเติม

ขั้นที่ 2: จัดเตรียมเอกสารสถานที่ใหม่

เอกสารสถานที่ใหม่เป็นส่วนสำคัญมาก โดยเฉพาะกรณีต้องยื่นกับสรรพากรและกรมพัฒน์ เช่น สัญญาเช่า หนังสือยินยอมให้ใช้สถานที่ สำเนาทะเบียนบ้าน แผนที่ และภาพถ่ายสถานประกอบการ หากข้อมูลที่อยู่ไม่ตรงกันแม้เพียงเล็กน้อย เช่น เลขที่ หมู่ ซอย แขวง/ตำบล หรือรหัสไปรษณีย์ อาจทำให้ต้องแก้ไขเอกสารหลายรอบ

ขั้นที่ 3: แจ้งกรมพัฒนาธุรกิจการค้า

ดำเนินการแก้ไขที่ตั้งสำนักงานใหญ่หรือสาขาให้เรียบร้อย เพื่อให้หนังสือรับรองบริษัทสะท้อนที่อยู่ใหม่ จากนั้นจึงนำหนังสือรับรองฉบับล่าสุดไปใช้ประกอบการอัปเดตข้อมูลกับหน่วยงานอื่น เช่น สรรพากร ธนาคาร คู่ค้า หรือหน่วยงานราชการอื่น

ขั้นที่ 4: แจ้งกรมสรรพากร หากจด VAT

ถ้าบริษัทจดทะเบียน VAT ต้องพิจารณากำหนดเวลาให้ดี โดยเฉพาะกรณีย้ายสถานประกอบการที่ต้องแจ้งก่อนวันย้ายไม่น้อยกว่า 15 วันในหลายกรณี หากยื่นล่าช้าหรือแจ้งไม่ครบ อาจกระทบการออกใบกำกับภาษีและการใช้ที่อยู่ในระบบภาษี

ขั้นที่ 5: แจ้งสำนักงานประกันสังคม

หากมีลูกจ้างและขึ้นทะเบียนนายจ้างไว้กับสำนักงานประกันสังคม ต้องยื่นแบบ สปส.6-15 เพื่อปรับปรุงข้อมูลนายจ้าง โดยควรดำเนินการภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดจากเดือนที่มีการเปลี่ยนแปลง เพื่อให้ฐานข้อมูลนายจ้างและสถานประกอบการถูกต้อง

สิ่งที่หลายบริษัทมักลืมหลังเปลี่ยนที่อยู่

นอกจากแจ้งหน่วยงานราชการแล้ว บริษัทควรอัปเดตเอกสารและข้อมูลที่เกี่ยวข้องทั้งหมด เช่น

  • ที่อยู่ในใบเสนอราคา ใบแจ้งหนี้ ใบเสร็จรับเงิน และใบกำกับภาษี
  • ที่อยู่ในสัญญากับลูกค้า คู่ค้า และผู้ให้บริการ
  • ข้อมูลบัญชีธนาคารบริษัท
  • ข้อมูลในเว็บไซต์ อีเมล ลายเซ็นอีเมล Google Business Profile และช่องทางออนไลน์
  • ข้อมูลกับผู้สอบบัญชี สำนักงานบัญชี และที่ปรึกษาภาษี
  • ใบอนุญาตเฉพาะทางของธุรกิจ เช่น ใบอนุญาตประกอบกิจการบางประเภท
  • เอกสารทะเบียนนายจ้าง/ลูกจ้าง และข้อมูลติดต่อ HR
  • ข้อมูลทะเบียนผู้ค้าในระบบจัดซื้อจัดจ้างของลูกค้าหรือหน่วยงานรัฐ

การเปลี่ยนที่อยู่บริษัทจึงควรมองเป็น “โปรเจกต์เอกสาร” ไม่ใช่แค่การย้ายสำนักงาน เพราะหากอัปเดตไม่ครบ อาจทำให้ข้อมูลธุรกิจไม่ตรงกันในหลายระบบ

เปลี่ยนที่อยู่บริษัทเองได้ไหม?

บริษัทสามารถดำเนินการเปลี่ยนที่อยู่เองได้ หากเข้าใจขั้นตอน เอกสาร และกำหนดเวลาของแต่ละหน่วยงาน โดยเฉพาะกรณีที่ย้ายภายในจังหวัดเดียวกัน ไม่มี VAT ไม่มีลูกจ้าง และไม่มีใบอนุญาตเฉพาะทาง อาจจัดการได้ไม่ยากมากนัก

แต่หากบริษัทมีการจด VAT มีลูกจ้าง มีสาขา มีใบอนุญาตเฉพาะทาง หรือย้ายข้ามจังหวัด การดำเนินการจะซับซ้อนขึ้น เพราะต้องประสานหลายหน่วยงานและต้องทำเอกสารให้สอดคล้องกัน หากพลาดกำหนดเวลา หรือใช้ที่อยู่ไม่ตรงกัน อาจทำให้ต้องแก้เอกสารซ้ำและเสียเวลาเพิ่มเติม

สรุป: เปลี่ยนที่อยู่บริษัทต้องแจ้งที่ไหนบ้าง?

โดยสรุป หากบริษัทเปลี่ยนที่อยู่ ควรตรวจสอบอย่างน้อย 3 หน่วยงานหลัก คือ

  1. กรมพัฒนาธุรกิจการค้า เพื่อแก้ไขที่ตั้งสำนักงานใหญ่หรือสาขาในทะเบียนนิติบุคคล
  2. กรมสรรพากร หากบริษัทจด VAT ต้องแจ้งเปลี่ยนแปลงทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มด้วยแบบ ภ.พ.09
  3. สำนักงานประกันสังคม หากบริษัทมีลูกจ้างและขึ้นทะเบียนนายจ้าง ต้องแจ้งเปลี่ยนแปลงข้อเท็จจริงนายจ้างด้วยแบบ สปส.6-15

การดำเนินการให้ครบและถูกลำดับ จะช่วยให้เอกสารบริษัท หนังสือรับรอง ใบกำกับภาษี ฐานข้อมูลนายจ้าง และข้อมูลราชการทั้งหมดตรงกัน ลดความเสี่ยงด้านภาษี กฎหมายแรงงาน และปัญหาเอกสารกับคู่ค้าหรือหน่วยงานรัฐในอนาคต

ให้ DD Law Firms ช่วยดูแลการเปลี่ยนที่อยู่บริษัทของคุณ

หากบริษัทของคุณกำลังย้ายสำนักงาน เปลี่ยนที่ตั้งสำนักงานใหญ่ เปิดสาขาใหม่ จดทะเบียนบริษัท หรือปรับข้อมูลนิติบุคคล DD Law Firms สามารถช่วยดูแลได้ตั้งแต่การวิเคราะห์กรณีของบริษัท เตรียมเอกสาร ยื่นแก้ไขกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ประสานงานด้านเอกสารภาษี และให้คำแนะนำเรื่องประกันสังคมและเอกสารบริษัทที่ต้องอัปเดตหลังการเปลี่ยนแปลง

การมีผู้เชี่ยวชาญช่วยตรวจสอบตั้งแต่ต้น จะช่วยลดความผิดพลาด ประหยัดเวลา และทำให้การเปลี่ยนที่อยู่บริษัทเป็นไปอย่างถูกต้องตามกฎหมายมากขึ้น

สามารถติดต่อปรึกษาเรื่องการเปลี่ยนที่อยู่บริษัทและงานทะเบียนนิติบุคคลได้ที่ DD Law Firms